|
เวียงกุมกาม :
ราชธานีแรกเริ่มของล้านนา
บริเวณพื้นที่ระหว่างแนวแม่น้ำปิงสายเดิม กับแนวแม่น้ำปิงปัจจุบัน
ในเขตท้องที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี ติดต่อกับอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เป็นเขตชุมชนโบราณที่เรียกกันว่า
"เวียงกุมกาม" ที่ปรากฏหลักฐานทั้งทางด้านเอกสารตำนานพงศาวดาร
และหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถาน
ชี้ชัดว่ามีการตั้งถิ่นฐานชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้ตั้งแต่ระยะก่อนสมัยล้านนาหรือก่อนพุทธศตวรรษที่
๑๙โดยเฉพาะหลักฐานจากการขุดแต่งและขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดช้างค้ำ ( เดิม )
ที่พบซากฐานวิหารและมณฑปหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
ในระดับต่ำกว่าพื้นดินปัจจุบันเฉลี่ย ๑.๒๐ เมตร
รวมถึงหลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก พระพิมพ์พระพุทธรูป เศษภาชนะดินเผา ฯลฯ
ที่เป็นรูปแบบของแคว้นหริภุญไชย อันแสดงถึงความเป็นชุมชนชายขอบ ( peripheral)
ของแคว้นหริภุญไชยระยะนั้น
ภายหลังจากที่ พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นล้านนา
ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์
ลวจักราช แห่งแคว้นหิรัญเงินยาง ( แอ่งที่ราบเชียงราย-เชียงแสน )
สามารถแผ่ขยายขอบเจตดินแดนลงมายึดครองเมืองหริภุญไชยได้ปี พ.ศ. ๑๘๒๔ แล้ว
ก่อนที่จะได่อตั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ไห้เป็นศูนย์กลางราชธานีของแคว้นล้านนานั้น
ในระหว่าง พ.ศ. ๑๘๒๙ -๑๘๓๘ พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ เวียงกุมกาม
โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้านสร้างวัดกู่คำ สะพานกุมกาม
และพบหลักฐานก่อสร้างวัดอีกหลายแห่ง
ระหว่างนี้ได้ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีและอังวะในประเทศเมียนมาร์
ที่ได้รับพระราชทานพระธิดา
และช่างฝีมือหลายหมู่เหล่าโดยโปรดให้ไปอยู่ในเมืองต่างๆ
พร้อมกับการอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎร์
และการติดตามค้าขายกับดินแดนใกล้เคียง ออกกฎหมายแบบจารีตที่เรียกว่า มังรายศาสตร์
เพื่อปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอย่างเสมอภาคเท่าเทียมตามสถานภาพของบุคคล
ผู้คนพลเมืองประกอบสัมมาอาชีพและทำบุญสุนทาน
เฉพาะอย่างยิ่งการเกษตรกรรมทดน้ำแบบเหมืองฝาย
และสร้างสรรค์งานการก่อสร้างที่เป็นวัดในพุทธศาสนา จำนวนกว่า ๒๕ แห่ง
เหล่านี้ย่อมเป็นส่วนหนึ่ง
ที่แสดงถึงความมั่งคั่งสมบูรณ์ของเวียงกุมกามในอดีตได้เป็นอย่างดี
จนเมือง พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังรายได้ย้ายไปก่อตั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่
และใช้เป็นศูนย์กลางของแคว้นล้านนาต่อมานั้น เวียงกุมกามในระยะสมัยล้านนานี้
ก็ปรากฏความเป็นเมืองบริวารสำคัญ
ที่ตั้งอยู่ในเขตตอนใต้ใกล้เคียงกับเมืองเชียงใหม่เสมอมา
คราวหนึ่งเมื่อพญามังรายประชวรก็ได้เสด็จมาประทับที่เวียงกุมกามนี้อีกระยะหนึ่ง
เช่นเดียวกับกรณีของท้าวยี่กุมกามและตำแหน่งหมื่นกุมกาม
รวมถึงได้ปรากฏหลักฐานจากรูปแบบศิลปสถาปัตยกรรมของวัดต่าง ๆ ในระยะหลัง
โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลของ พญาติโลกราช ( พ.ศ. ๑๙๘๕ - ๒๐๓๑ ) และพระเมืองแก้ว (
พ.ศ. ๒๐๓๙ - ๒๐๖๘ ) เหล่านี้
ล้วนแสดงถึงความเป็นชุมชนหรือเมืองที่ไม่ได้ร้างผู้คนเรื่อยมาตลอดสมัยประวัติศาสตร์ของล้านนา
จนกระทั้งเมื่อสายน้ำแม่ปิงได้เปลี่ยนเส้นทางการไหล
จากที่เคยไหลผ่านแนวด้านเหนือของเวียงกุมกามมาเป็นแนวด้านตะวันตกในปัจจุบัน
ซึ่งจากการขุดตรวจและวิเคราะห์ของนักธรณีวิทยา
ได้ประมาณยุคสมัยกันว่าอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒
ในระยะที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ โดยระยะก่อนหน้านั้น
ก็ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขต
เวียงกุมกามแล้วหลายระลอก ทำให้ตั้งแต่ระยะนี้เป็นต้นมาชุมชนเขตเวียงกุมกามค่อย
ๆ เริ่มร้างลงไป วัดวาอารามต่างๆ ถูกทิ้งร้างมีตะกอนและดินทับถมในระดับเฉลี่ย
๑-๒ เมตร และปรากฏหลักฐานชื่อชุมชนในเขตนี้ในระยะสมัยกรุงธนบุรีว่า ท่าวังตาล
อันหมายถึงชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินในเขตฝั่งตะวันออกใกล้กับแม่น้ำปิง
ขณะเดียวกันพื้นที่เขตเวียงกุมกามเดิมใช้เป็นพื้นที่การเกษตร ทำไร่ ทำนา
ปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะสวนลำใย
และเริ่มมีบ้านเรือนขยายตัวออกไปอยู่อาศัยกันภายหลัง
ตั้งแต่คราวที่พระเจ้ากาวิละใช้นโยบาย " เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง"
เรื่อยมา
ปัจจุบันเวียงกุมกาม
ได้กลายสภาพเป็นชุมชนในระดับตำบลที่ผู้คนชาวบ้านอาศัยอยู่ในบ้านเรือนแบบท้องถิ่นนิยม
และคนที่ย้ายมาใหม่อาศัยอยู่ในบ้านจัดสรร แวดล้อมด้วยที่นาและสวนลำไย
ที่มีโบราณสถานวัดร้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
ทั้งในเขตโฉนดที่ดินของราษฎรบริเวณบ้าน เรือกสวนและไร่นา
เฉพาะบางแห่งเป็นส่วนน้อยที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ
แต่ส่วนใหญ่ยังคงถูกขุดทำลายหากรุพระเครื่องพระพิมพ์ต่างๆ แม้ว่าทางราชการ
จะได้จัดสรรงบประมาณมาดำเนินการขุดแต่งบูรณะวัดร้างเหล่านี้กันอยู่เสมอ ๆ
แต่ไม่ได้วางแผนเตรียมการทางด้านชุมชนและจัดสภาพแวดล้อมอย่างดี
โดยเอื้อประโยชน์ทั้งการศึกษาด้านโบราณคดี - ประวัติศาสตร์ และคุณภาพ ชีวิต -
เศรษฐกิจของคนในชุมชน รวมถึงระบบงานการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมทางด้านโบราณสถาน
ที่มีความสนใจทางด้านพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปะสถาปัตยกรรมต่างๆ
เฉพาะอย่างยิ่ง ควรเร่งการจัดการปรับปรุงแก้ไขสภาพภูมิทัศน์ของเมือง
การจัดทำป้ายบอกทาง เส้นทางเข้าชมโบราณสถาน สิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
เช่นที่จอดรถ ม้านั่ง ถังขยะ พนักงานนำชม ป้ายประวัติ ฯลฯ เป็นต้น
ประการสำคัญควรทำความเข้าใจกับชุมในพื้นที่
ด้านการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถาน
และพัฒนาภูมิทัศน์แวดล้อมที่เกิดขึ้นกับโดยรอบโบราณสถาน
อีกทั้งการควบคุมสิ่งก่อสร้างในเขตโบราณสถานและเขตชุมชนใกล้เคียงกันอย่างได้ผลดี
เพื่อคงหลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่ให้อยู่เป็นความภูมิใจของท้องถิ่น
และของประเทศชาติสืบไป
เวียงกุมกามระยะสมัยก่อนรัฐล้านนา
โดยทั่วไปคำว่า "ล้านนา"
เป็นชื่อเรียกดินแดนบ้านเมืองหรือแคว้นหรือรัฐของคนไทกลุ่มเชื้อสายกษัตริย์ราชวงค์มังราย
ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยและเขตใกล้เคียงระหว่าง พ.ศ. ๑๘๓๙ - ๒๑๐๑
แต่ทว่าในช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๒๙ - ๑๘๓๙ ก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ร่วม
๑๐ ปีนั้น พญามังรายได้ประทับอยู่ที่เวียงกุมกาม ดังนี้จึงมีข้อพิจารณาได้ว่า
เวียงกุมกาม มีฐานะเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางราชธานีของรัฐล้านนามาก่อแล้ว
ล้านนา ปรากฏในหลักฐานและตำนานในระยะประวัติศาสตร์ในพื้นที่หลายแห่ง
อันหมายถึงดินแดนที่มีพื้นที่จำนวนมาก จากระบบการปกครองในท้องถิ่น
ที่เป็นชุมชนขนาดเล็กแบบพันนาโดยมีนาเป็นหน่วยการผลิต ( Mode of production )
หลายๆ พันนาเป็นเมือง หลายๆ เมืองเป็นรัฐหรือแคว้น เปรียบเทียบได้กับ ล้านช้าง
หรือ ศรีสัตนาคนหุต ในเขตประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าในเขตที่สูงที่มีช้างจำนวนมาก
แต่ในระยะหลังที่ผ่านมานิยมเรียกกันว่า ลานนา ซึ่ง คำว่า ลาน
มีความหมายเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง
ใบไม้นำมาตากแห้งและใช้จารตัวอักษรเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ประเภทหนึ่ง
ไม่ได้มีความหมายถึงหน่วยนับคือ ล้าน
อันเป็นพื้นที่ปกครองขนาดใหญ่จากการรวมเอาหลายๆ พันนาดังกล่าว
การที่จารึกหรือเอกสารบางแห่งเขียนว่า ลานนา
ก็เพราะไม่ได้เน้นเรื่องการใช้วรรณยุกต์ไม้โทโดยละไว้ในฐานที่รู้กัน
และมีความหมายเป็นเข้าใจกันว่า คือ ล้านนา
ความหมายของรัฐในสมัยโบราณโดยทั่วไป คือ
พื้นที่ที่มีพื้นฐานความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกันของสังคมมนุษย์แห่งหนึ่ง
ซึ่งมีอิสระทางด้านการปกครองบริหารภายในกลุ่มต้นเอง ปัจจัยตัวแปรโดยทั่วไป ๓
ประการ ที่กำหนด ความเป็นสังคมเมืองหรือรัฐ ( Urbanization )
คือมีการจัดแบ่งชนชั้นทางสังคม ( Social stratification ) มีผลผลิตส่วนเกิน (
Surplus ) และมีภูมิปัญญาความรู้ทางด้านเทคนิคศิลป วิทยาการ ( Technology )
ขอบเขตของรัฐล้านนา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและเขตใกล้เคียงโดยรอบ
คือในเขตจังหวัดเชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน
รวม ๘ จังหวัด และดินแดนใกล้เคียงในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ประเทศ สปป.ลาว
และเมืองเชียงรุ้ง
เขตปกครองตนเองสินสองปันนาในมณฑลยูนานประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
มีพิกัดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๗ องศา ๒๐ ลิปดา ถึง ๒๐
องศา ๒๕ ลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ ๙๒ องศา ๒๐ ลิปดา ถึง ๑๐๑ องศา ๒๐ ลิปดา
ตะวันออก ลักษณะพื้นที่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือ - ใต้
โดยมีแนวต่อลงมาจากเขตหลังคาโลกใน
ประเทศธิเบต -เนปาล
เขตพื้นที่ราบอันเป็นแหล่งที่ตั้งถิ่นฐานชุมชนมีเพียงเล็กน้อยอยู่ระหว่างหุบเขาโดยเฉพาะในแอ่งพื้นที่ลุ่มแม่น้ำใหญ่คือ
แม่น้ำกก สาย อิง โขง ในเขตล้านนาตอนบน และเขตลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน
ในเขตตอนล่าง เขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเหล่านี้เอง
ที่เป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานชุมชนในระดับเมืองระยะตั้งแต่สมัยกึ่งประวัติศาสตร์ประมาณ
๑,๐๐๐ ปีล่วงมา ระดับแคว้นหรือรัฐในสมัยประวัติศาสตร์ ประมาณ ๗๐๐ กว่าปีล่วงมา
จนถึงในระยะเวลาปัจจุบันชุมชนบ้านเมืองเขตแคว้นล้านนา
ก็ได้กลายเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยามหรือไทย
ตั้งแต่คราวปฏิรูประบบการปกครองในส่วนภูมิภาค
ให้เป็นแบบแบมณฑลเทศาภิบาลช่วงรัชการที่ ๕ ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นี้เอง
ประวัติการตั้งถิ่นฐานชุมชน / บ้านเมืองในเขตล้านนาโดยสังเขป
ร่องรอย
ของพัฒนาการประวัติการตั้งถิ่นฐานชุมชนบ้านเมืองในเขตล้านนาพิจารณาจากหลักฐานที่อาจจำแนกออกไปเป็น
2 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง คือ หลักฐานด้านเอกสารลายลักษณ์อักษร ที่เป็นตำนาน
พงศาวดาร จารึก บันทึกจดหมายเหตุต่างๆ เป็นต้นและประเภทที่สอง คือ
หลักฐานด้านที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร อันได้แก่บรรดาโบราณวัตถุสถาน
รูปแบบประเพณี ความเชื่อทางด้านพิธีกรรม และศาสนาต่างๆ มุขปาฐะหรือคำบอกเล่า
หลักฐานจากชั้นดินทางโบราณคดี ( Soil straigraphy ) ภาพถ่ายทางอากาศ ( Aerial
photo ) และภาพถ่ายดาวเทียม ( LANDSAT) รูปแบบต่างๆ
รวมถึงหลักฐานหรือวิธีการศึกษาวิเคราะห์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สังคม
มานุษวิทยา ภาษา- นิรุกติศาสตร์
หรือผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์
กรณีการแยกส่วนประกอบสารเคมี การทำคาร์บอน ๑๔ หาค่าอายุวัตถุ ฯลฯ เป็นต้น
เฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานนั้น ในพื้นที่แอ่งเชียงราย
- เชียงแสนพบขอบเขตร่องรอยค๔ / คันดิน ที่เป็นงานการก่อสร้างของคนในอดีต
เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่สำคัญของชุมชนในบริเวณลุ่มแม่น้ำใหญ่
และแม่น้ำสาขาต่างๆ รวมถึงเขตพื้นที่บนภูเขาและเขตหนองน้ำใหญ่หลายแห่ง
ที่ตำนานหรือคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่นกล่าวอ้างอิงถึง
ซึ่งในพื้นที่เขตแคว้นล้านนาได้สำรวจพบแล้วกว่า ๒๐๐ แห่ง โดยเฉพาะเขตพื้นที่
เวียงหนอง ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน ติดต่อกบเขตตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน
จังหวัดเชียงราย รวมอาณาบริเวณเนื้อที่เฉลี่ยถึง ๕๕ ตารางกิโลเมตร (
ภาพถ่ายทางอากาศ กรมแผนที่ทหาร หมายเลขชุด ๕๐๔๙ IV แผ่นที่ ๑๗๓)
ซึ่งวิเคราะห์กันว่าเคยเป็นขอบเขตที่ตั้งของเมืองหรือแคว้น โยนกนาคพันธุ์
ในอดีต อันมีประวัติการตั้งถิ่นฐานชุมชนของกลุ่มคนไทสิงหนวติ
ที่เดินทางอพยพลงมาจากบ้านเมืองเขตพื้นที่บางแห่ง ( นครไทยเทศ ) ทางตอนเหนือ
โดยมความสอดคล้องกับระยะทางที่กล่าวถึงในตำนานสิงหนวติ
รวมถึงหลักฐานที่เป็นขอบเขตคูคันดินโบราณอีกหลายแห่งในเขตลุ่มน้ำแม่สาย
โดยเฉพาะเขต เวียงพางคำ ที่วิเคราะห์กันว่าเป็นที่ตั้งของเมือง หิรัญนครเงินยาง
ระยะแรก ตามที่ตำนานกล่าวถึงลำดับพัฒนาการว่า
ได้ก่อตั้งภายหลังจากที่เมืองโยนกนาคพันธุ์ประสบภัยแผ่นดินไหวทรุดตัวกลายเป็นหนองน้ำใหญ่
ซึ่งเมืองศูนย์กลางของชุมชนหรือแคว้นโบราณทั้งสองแห่งนี้พิจารณาได้ว่าเป็นพัฒนาการความเคลื่อนไหวของชุมชนหรือแคว้นโบราณทั้งสองแห่งนี้
พิจารณาได้วาเป็นพัฒนาการความเคลื่อนไหวของชุมชนบ้านเมืองในเขตนี้
ก่อนการก่อตั้งสถาปนาแคว้นล้านนาโดยกลุ่มผู้ปกครองเดียวกันในระยะเวลาต่อมา
จากการที่พญามังรายขยายอำนาจลงมายึดครองเมืองหริภุญไชยได้สำเร็จ และสร้างเมือง
นพบุรีศรีนครพิงค์ หรือ เชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางราชธานีของแคว้นเมื่อปี พ.ศ.
๑๘๓๘ ซึ่งในระยะประมาณตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นี้เป็นต้นมา
ถือกันว่าเป็นระยะเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของดินแดนแคว้นหรือรัฐล้านนา
ด้วยปรากฏความชัดเจนของหลักฐานทั้งที่เป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรและหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
โดยเฉพาะด้านโบราณสถานที่นำมาตรวจสอบวิเคราะห์ได้อย่างสอดรับกันมากขึ้น
นอกเหนือจากพัฒนาการด้านการตั้งถิ่นฐานชุมชนในแอ่งพื้นที่เชียงราย-เชียงแสน-พะเยา
เขตลุ่มน้ำแม่สาย-กก-อิง-โขงในเขตล้านนาตอนบนแล้ว ในดินแดนล้านนาตอนล่าง
บริเวณพื้นที่แอ่งเชียงใหม่-ลำพูนเขตสองฟากฝั่งแม่น้ำปิงและแม่น้ำสาขา
ปรากฎหลักฐานแหล่งที่ตั้งชุมชนบ้านเมืองอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นประวัติพัฒนาการของแคว้นหริภุญไชยในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่
๑๙ ขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกัน จากหลักฐานด้านเอกสารประเภทตำนานที่ได้กล่าวถึงฤาษีผู้นำชุมชน
ที่ได้สร้างเมืองให้กลุ่มคนพื้นเมืองในพื้นที่ปกครองกันเอง
ตั้งแต่ระยะก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จนกระทั่งถึงสมัยการสร้างเมืองหริภุญไชยเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่
๑๓ ให้พระนางจามเทวี โดยได้นำรูปแบบการปกครองอิงหลักแนวทางพระพุทธศาสนา
จากพื้นที่วัฒนธรรมเขตที่ราบภาคกลาง
( ทวาราวดี ) เข้ามาใช้ในภูมิภาคนี้
แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบอักษรที่ปรากฏในจารึกต่าง ๆ
และรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมที่พบในพื้นที่เขตแคว้นหริภุญไชยปัจจุบันนั้น
ส่วนใหญ่กำหนดอายุได้ตั้งแต่ระยะพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ลงมา
ฉะนั้นจึงพิจารณาได้ว่าระยะเวลาสมัยประติศาสตร์ของแคว้นหริภุญไชย
ได้เริ่มต้นตั้งแต่ระยะพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นี้เป็นต้นมา
เพราะสามารถยืนยันจากความสอดคล้องกันระหว่างหลักฐานด้านจารึก
และหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานเป็นสำคัญ
ข้อสังเกตประการหนึ่ง กรณีที่จารึกกล่าวถึงกษัตริย์พระนาม สววาธิสิทธิ
ปกครองเมืองหริภุญไชยช่วงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นั้น
หลักฐานด้านเอกสารตำนาน ก็ได้กล่าว ถึงกษัตริย์พระองค์นี้และพระองค์อื่น ๆ
ในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยเฉพาะการกล่าวถึงพระเจ้าอาทิตยราช
ในรุ่นพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงสมัยพระนางจามเทวี
อันมีเหตุการณ์แวดล้อมในช่วงเวลาต่าง ๆ ทั้งจากกรณีทำสงครามกับกลุ่มคนพื้นเมือง
พวกลัวะ ( ขุนหลวงวิรังคะ ) และทำสงครามกับบ้านเมืองอื้น ๆ ในเขตตอนใต้ลงมา
รวมถึงเหตุการณ์ผู้คนชาวเมืองหนีโรคระบาดไปยังเมืองสะเทิม-หงสาวดี ฯลฯ
อีกทั้งเรืองกลุ่มคนพื้นเมืองที่เป็นชุมชนย่อย ๆ ในลักษณะปรัมปาคติ ( Myth )
ของคนที่เกิดในรอยเท้าสัตว์ก็ดี เกิดจากนางเนื้อก็ดี หรือกลุ่มคนพวกเมงคบุตร
กับเรื่องการเสด็จเลียบโลกโปรดสัตว์ ของพระพุทธเจ้าในเขตลุ่มน้ำแม่ปิงบริเวณนี้ก็ดี
เหล่านี้กล่าวได้ว่ายังเป็นเพียงชุมชนบ้านเมืองที่ปรากฏเฉพาะในตำนาน
โดยที่ยังไม่มีหลักฐานด้านอื่น ๆ แสดงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันอย่างชัดเจน
แม้ว่าในปัจจุบันการปฏิบัติงานทางโบราณคดีในพื้นที่ได้มีคณะสำรวจ-ขุดค้น
และพบหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานในระยะพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔
เป็นต้นมาบ้างแล้วก็ตาม
ในกรณีของเวียงกุมกามนั้น สภาพก่อนการก่อตั้งสถาปนาของพญามังรายในปี พ.ศ. ๑๘๒๙
หลักฐานจากการปฏิบัติงานโบราณคดีในพื้นที่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา
โดยเฉพาะหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุประเภทพระพิมพ์ที่เป็นพระสาม พระคง พระสิบสอง
พระแปด ฯลฯ และรูปแบบภาชนะดินเผาแบบหริภุญไชย ( ลำพูน ) ที่เป็นเนื้อเครื่องดิน
( Earthenware ) ตกแต่งลายถมดินในร่อง ( Incise slip and burnish )
และลายกดประทับรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงหลักฐานจารึกอักษรมอญ
ที่พลจากการขุดแต่งโบราณสถาน
และขุดค้นบริเวณสนามโรงเรียนวัดช้างค้ำเดิมในเขตวัดช้างค้ำ
เฉพระอย่างยิ่งการได้พบโบราณสถานที่เป็นพระวิหารสร้างทับซ้อนกัน ๒
รุ่นหันหน้าไปทางทิศตะวันตกและมีแกนทิศทางก่อสร้างเบียงเบนกันมีกลุ่มสิ่งก่อสร้างในส่วนพระเจดีย์ทางตอนหลังที่ซับซ้อน
เหล่านี้เป็นหลักฐานของชุมชนในเขตเวียงกุมกามในสมัยก่อนล้านนาหรือล้านนาระยะแรกเริ่ม
ที่ชุมชนในเขตนี้รับอิทธิพลของรัฐหริภุญไชย (ลำพูน ) มาก่อนหน้าแล้ว
เช่นเดียวกับหลักฐานของเจ็ดลิน
ในเขตเชิงดอยสุเทพปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่
สวนรุกชาติห้วยแก้ว สถาบันราชมงคลวิทยาเขตพายัพ
ที่ปรากฏหลักฐานร่องรอยของโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยหริภุญไชย เช่นเดียวกัน
โดยในกรณีเวียงเจ็ดลิน ที่ปรากฏหลักฐานขอบเขตคันดินรูปกลม ๒ ชั้นระหว่างคูน้ำ
บริเวณเชิงดอยสุเทพ ( ด้านทิศตะวันออก ) นั้น พิจารณาได้ว่าสามารถนำมาเป็นกรณีศึกาเพื่อเชื่อมโยงถึงสภาพชุมชนบ้านเมืองในสมัยก่อนการสร้างเวียงกุมกาม
และเมืองเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะการกล่าวถึงกลุ่มคนพื้นเมืองและเมืองต่าง ๆ ในตำนานฤาษีวาสุเทพ
ที่ต่อมาได้ไปสร้างเมืองหริภุญไชย
แม้ว่าในระยะประวัติศาสตร์ล้านนาหลักฐานด้านเอกสารได้กล่าวถึงชื่อ
"เวียงเจ็ดลิน" ในรัชกาลพญาสามฝั่งแกน ( พ.ศ. ๑๙๔๕ - ๑๙๗๕)
คราวมีศึกจากเมืองสุโขทัย
( พระเจ้าไสลือไท ) ยกทัพมาประชิดเมืองเชียงใหม่จากการที่ เจ้ายี่กุมกาม
ผู้เป็นพี่พญาสามฝั่งแกนได้ขอกำลังพลมาช่วยตีเมืองเชียงใหม่หวังได้ขึ้นครองราชย์
ที่ต่อมาเกิดการประลองฝีมือทหารแทนการต่อสู้ทำสงครามกัน
ปรากฏฝ่ายเชียงใหม่สามารถประลองได้รับชัยชนะ
ทำให้ทัพฝ่ายสุโขทัยถอยกำลังออกไปตั้งค่ายพักกำลังพลอยู่ที่ดอยเจ็ดลิน
พร้อมได้ขึ้นไปลงสรงดำเศียรที่ดอยผาลาดก่อนการยกทัพกลับสุโขทัย
เมื่อทัพสุโขทัยยกกำลังพลกลับไปแล้ว
พญาสามฝั่งแกนได้ถือเอานิมิตที่พระเจ้าไสลือไทขึ้นไปสรงน้ำ ณ ดอยผาลาด
แล้วเกิดมีใจครั่นคร้ามจนเลิกทัพกลับไปนั้น ถือเป็นสาเหตุทำให้สถาปนาเวียงเจ็ดลินขึ้นที่บริเวณดอยเจ็ดลิน
ซึ่งจากเรื่องราวและเหตุการณ์ดังกล่าว พิจารณาว่าคือตำแหน่งที่ตั้งเวียงเจ็ดลินในปัจจุบันที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกระยะทางเฉลี่ย
๓ กิโลเมตร ดังนั้น ความเป็นเวียงในสมัยประวัติศาสตร์ของล้านนา
ก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่เวียงเจ็ดลินตั้งแต่รัชกาลพญาสามฝั่งแกน
หรือราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม หากเมื่อพิจารณาเพิ่มเติมในระยะเวลาย้อนหลังขึ้นไปอีก
ก็พบหลักฐานด้านเอกสาร ( ตำนาน/พงศาวดาร ) อีกกลุ่มหนึ่ง
กล่าวถึงชุมชนบ้านเมืองในเขตดอยสุเทพ-ดอยคำ และเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงคือ
เรื่องราวเหตุการณ์ของแคว้นหริภุญไชย และสภาพชุมชนสมัยก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชยในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่
๑๓ ขึ้นไป กรณีฎาษีผู้นำชุมชนเขตนี้ได้สร้างเมืองให้กลุ่มคนพื้นเมืองในพื้นที่ปกครองกันเอง
และมีความสัมพันธ์กันกับวัฒนธรรมหริภุญไชยในระยะหลังมา
กรณีที่พบหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานที่มีรูปแบบอิทธิพลหริภุญไชย
จากการขุดแต่งโบราณสถาน-วัดสันกู่ บนดอยสุเทพ และเขตวัดต่าง ๆ ของเวียงกุมกาม
บริเวณพื้นที่ติดต่อกันระหว่างตำบลหนองหอย อำเภอเมือง กับตำบลท่าวังตาล
และตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
เฉพาะอย่างยิ่งกรณีการสร้างขอบเขตคู/คันดินที่มีลักษณะกลมนั้น
จัดเป็นรูปแบบผังเมืองที่แปลกหรือพิเศษกว่าชุมชนโบราณแห่งอื่น ๆ
ที่สามารถพิจารณากำหนดอายุสมัยได้ทั้งในรุ่นเก่าก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา
หรืออาจจะเป็นรูปแบบที่ทำสืบเนื่องกันมา
ซึ่งการเกิดขึ้นของการสร้างขอบเขตคู/คันดินในระยะแรก ๆ
พิจารณาว่าเป็นการสร้างแนวป้องกันน้ำจากกรณีน้ำหลากท่วมขังในฤดูฝน
อันจะเป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร
และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยรวมถึงการได้ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคในฤดูแล้ง
ที่โดยมากลักษณะขอบเขตคันดินจะวางตัวตามแนวภูมิประเทศ เช่นยาวขนานไปตามลำแม่น้ำ
หรือเป็นรูปวงรีตามขอบชายเนิน หรือรูปแบบคดโค้งตามลักษณะภูมิประเทศแบบอื่น ๆ
โดยไม่จัดอยู่ในแบบรูปทรงเรขาคณิตใด ๆ
อันเป็นรูปแบบคู/คันดินชุมชนโบราณในเขตล้านนาโดยทั่วไป
ที่พิจารณาว่าได้มีพัฒนาการมาตั้งแต่ระยะกึ่งประวัติศาสตร์ ซึ่งแตกต่างกับ
เวียงพระธาตุในระยะที่ล้านนารับเอาอิทธิพลพุทธศาสนาแล้ว
อันปรากฏการกัลปนาที่ดินและถวายคน ( ข้าพระ ) อุปัฏฐากพระธาตุ เช่น กรณี
เวียงสวนดอก และเวียงพระธาตุลำปางหลวง ที่มีผังการก่อสร้างตามคติจักรวาล (
Cosmology ) หรือ มณฑล ( Mandala )
ที่สร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญไว้ตรงจุดศูนย์กลาง
เช่นเดียวกับในกรณี เวียงกุมกาม
ที่เดิมเคยเป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายกับชุมชนในพื้นที่เขตเชิงดอยสุเทพ-ดอยคำ
และแม่น้ำปิง รวมถึงแม่น้ำสาขาอื่น ๆ
ใกล้เคียงโดยเฉพาะการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและผลิตผลจากป่าในพื้นที่กับสินค้าที่มาจากเมืองหริภุญไชยชุมชนในเขตเวียงกุมกามระยะนี้รับอิทธิพลของเมืองหริภุญไชย
อันเห็นได้จากหลักฐานประเภทภาชนะดินเผา อันเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนโดยทั่วไป
และหลักฐานรูปแบบพระพิมพ์และสิ่งก่อสร้างในพุทธศาสนาอื่น ๆ
เช่นเดียวกับอักษรและภาษามอญแบบหริภุญไชยดังกล่าวแล้วข้างต้น
อันมีลักษณะเป็นชุมชนชายขอบ หรือแนวตะเข็บชายแดนของรัฐหริภุญไชย
ชุมชนมีพื้นฐานความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษแต่ดั้งเดิม
ที่ปรากฏกล่าวถึงกลุ่มขุนหลวงวิรังคะเขตดอยคำ อันเคยได้ยกทัพมารุกรานเมืองหริภุญไชยในระนะแรก
และในช่วงเวลาที่พุทธศาสนารุ่งเรืองในเมืองหริภุญไชย
ตั้งแต่สมัยการประดิษฐานพระธาตุในรัชกาลพระเจ้าอาทิตยราช ประมาณพุทธศตวรรษที่
๑๖ เป็นต้นมานั้น
พิจารณาว่าพุทธศาสนาน่าจะเข้ามาเผยแผ่ในชุมชนเขตนี้รวมถึงในพื้นที่ของเวียงกุมกามแล้ว
โดยเฉพาะหลักฐานพระพิมพ์แบบหริภุญไชยที่พบจากวัดต่าง ๆ เป็นสำคัญ
เวียงกุมกามสมัยล้านนา
ความเป็นล้านนาเป็นที่ยอมรับกันว่าเกิดขึ้นภายลังจากการผนวกรวมเอา ๒
รัฐหรือแคว้นในเขตภาคเหนือเข้าไว้ด้วยกัน
คือแคว้นหิรัญนครเงินยางในเขตลุ่มน้ำกก สาย อิง และโขง
บริเวณแอ่งที่ราบใหญ่เชียงราย-เชียงแสน กับแคว้นหริภุญไชย เขตลุ่มน้ำแม่ปิงและสาขาบริเวณแอ่งที่ราบเชียงใหม่เชียงใหม่-ลำพูน
โดยมีกษัตริย์แห่งแคว้นหิรัญนครเงินยาง คือ
พญามังราย ได้ยกทัพขยายอำนาจขอบเขตลงมายึดครองเมืองหริภุญไชยที่เป็นศูนย์กลางของแคว้นหริภุญไชยไว้ได้ในปี
พ.ศ. ๑๘๒๔ แล้วได้มาก่อตั้งสถาปนาเวียงกุมกามในปี พ.ศ. ๑๘๒๙
โดยหมายจะใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองของรัฐหรือแคว้นล้านนาสืบไป
แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ทางภูมิประเทศ
ที่เป็นบริเวณที่ตั้งอยู่ใต้แนวโค้งแม่น้ำปิง ( เดิมแม่น้ำปิงเคยไหลผ่านแนวด้านเหนือเวียงกุมกาม
) ที่มักจะมีน้ำหลากท่วมขังในฤดูฝนเสมอ
ๆประกอบกับได้พบไชยภูมิแห่งใหม่ในพื้นที่เชิงดอยสุเทพ และแม่น้ำปิง
จึงมีดำริที่จะสร้างเมืองศูนย์กลางของรัฐล้านนาแห่งใหม่
โดยได้เชิญพญางำเมืองแห่งแคว้นพะเยา และพญารามคำแหง ( ร่วง )
แห่งแคว้นสุโขทัยมาปรึกษากัน จนในที่สุดจึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.
๑๘๓๙ โดยได้ย้ายไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่พร้อม ๆ กับบรรดาขุนนางและทหาร
รวมถึงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินส่วนใหญ่ตั้งแต่ระยะเวลานี้เป็นต้นมา
โดยที่ไม่ได้ปล่อยให้เวียงกุมกามนี้ร้างลง
เพราะเพียงย้ายไปที่ไปในระยะไม่ไกลมากเพียงข้ามลำน้ำแม่ข่าไปเพียง ๔-๕ กม.
เท่านั้น
อีกทั้งกำลังพลของพญามังรายส่วนใหญ่
ก็เป็นทหารและข้าทาสบริวารที่ยกทัพลงมาจากแคว้นหิรัญนครเงินยาง-เชียงราย
ที่ก่อนเข้าตียึดครองเมืองหริภุญไชยหรือลำพูนได้ก็ประทับอยู่ที่เมืองฝาง
และได้ส่งขุนนางชื่ออ้ายฟ้า
โดยสร้างอุบายทำทีเป็นเนรเทศออกไปสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในราชสำนัก
ซึ้งแต่เดิมพื้นที่ในเขตเมืองเชียงใหม่และเวียงกุมกามนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนพื้นเมืองดั้งเดิมหรือพวกลัวะและพวกเมงค์
ตามที่ตำนานเรื่องฤาษีวาสุเทพได้กล่าวถึงไว้ โดยพิจารณาว่าพวกลัวะอาศัยอยู่ในเขตเชิงดอยสุเทพ
และพวกเมงค์อาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่ม ซึ่งกลุ่มคนในพื้นที่เขตนี้ได้รับอิทธิพลวัฒธรรมมอญของแคว้นหริภุญไชย
ร่องรอยหลักฐานของวัดในเขตเชิงดอยสุเทพ และเขตเวียง ๗ ลิน อีกกลุ่มหนึ่ง
รวมถึงวัดต่าง ๆ ในเขตเวียงกุมกาม
ที่ได้พบหลักฐานจารึกอักษร/ภาษามอญอันเป็นของชนชั้นปกครอง
ภาชนะดินเผารูปแบบเฉพาะของแค้วนหริภุญไชย
วัดในพื้นที่ที่พบหลักฐานพระพิมพ์แบบหริภุญไชย
ซึ่งกรณีวัดในพุทธศาสนาในเขตเวียงกุมกามนี้พบว่าได้มีการก่อสร้างทับซ้อนกันหลายสมัย
ซึ่งการพิจารณาถึงยุคสมัยการก่อสร้างวัด
ไม่ควรนำรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเครื่องตัดสิน แต่ควรพิจรณาถึงหลักฐานการก่อสร้างทับซ้อนกันในระยะแรกที่อยู่ภายในด้วย
เพราะเหตุที่สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
ย่อมมีการทรุดโทรมเสียหายและมีการซ่อมเสริมกันอยู่เป็นประจำ
เฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุ และชั้นดินทางโบราณคดี
ที่สามารถบ่งบอกพัฒนาการการอยู่อาศัยในพื้นที่ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
โดยเฉพาะที่วัดช้างค้ำกานโถมนั้น
ซากวิหารที่เหลือหลักฐานเฉพาะส่วนฐานก่ออิฐนั้น
มีร่องรอยก่อสร้างทับซ้อนกันวางแนวเหลื่อมัน ๒ สมัยอย่างชัดเจน
และเป็นที่น่าสังเกตว่าสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ที่แต่เดิมก่อน พ.ศ. ๒๕๒๗
ตอนบนซากวิหารหลังเป็นสนามของโรงเรียนช้างค้ำและมีการพบพระพิมพ์กันโดยบังเอิญ
และมีการขุดตรวจกันจนพบฐานอาคารวิหารหลังนี้ แล้วขุดแต่ง-บูรณะจนแล้วเสร็จ
โดยในปีต่อ ๆ มาจึงได้มาสำรวจทำแผนงานขุดแต่ง-บูรณะ
จนในปัจจุบันโบราณสถานที่เป็นวัดร้างต่าง ๆ ในเขตเวียงกุมกามจำนวนกว่า ๒๕
แห่งได้รับการอนุรักษ์ไว้แล้ว
ซึ่งในระยะต่อไปควรจัดทำแผนงานด้านการพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวของชุมชน
และของจังหวัดเชียงใหม่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
เวียงกุมกามสมัยแรกสถาปนาโดยพญามังรายในปี พ.ศ. ๑๘๒๙ นั้น
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงการขุดคูเวียงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน
แล้วไขน้ำจากแม่น้ำปิงเข้าใส่ไว้ในคู ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับภาพถ่ายทางอากาศแล้ว
ก็พบร่องรอยของคูเวียงเดิมแต่ปัจจุบันตื้นเขินลงมากกลายเป็นลำเหมืองสาธารณะเล็ก
ๆ
โดยมีขอบเขตเป็นวงคล้ายรูปสี่เหลี่ยมลบมุมอันพิจารณาว่า
น่าจะเป็นขอบเขตคูเวียงในสมัยพญามังรายตอนแรกสถาปนาเวียงกุมกามส่วนกำแพงเมืองนั้นไม่ได้มีกล่าวถึงไว้
แต่หากจะมีคงเป็นเพียงคันดินที่นำดินที่ขุดได้จากในคูนั้นเองมาทำเป็นคันกั้นไว้
ไม่มีการก่อกำแพงอิฐอย่างถาวรเพื่อการป้องกันศึกศัตรูแต่อย่างใดเพราะเหตุว่าในระยะนั้นกำลังทัพของพระองค์มีความเข้มแข็ง
และมีรากฐานที่มั่นคงจากแคว้นเงินยางของพระองค์นั้นเอง
อันจะเห็นได้ว่าหลังจากยึดครองแคว้นหริภุญไชยได้ไม่นานต่อมาก็ได้ยกทัพไปยังเมืองหงสาวดีและเมืองอังวะในเขตประเทศพม่า
( เมียนมาร์ ) ที่ขณะนั้นกำลังอ่อนแอเสื่อมถอยจากกำลังทัพมองโกลที่ยกมารุกรานก่อนหน้าแล้ว
เจ้าเมืองทั้งสองยอมอ่อนน้อมขอเป็นไมตรีและถวายพระธิดาและข้าทาส
รวมถึงนายช่างฝีมือต่าง ๆ ให้กลับมาเพื่อที่จะเอามาเป็นกำลังสร้างเศรษฐกิจ
และงานก่อสร้างให้บ้านเมือง รวมไปถึงวัดวาอารามต่าง ๆ
ตำนานได้กล่าวถึงการติดต่อค้าขายทางเรือในลำน้ำแม่ปิง ที่คับคั่งหนาแน่นขณะที่
พญามังรายประทับอยู่ที่เวียงกุมกาม มีอยู่ตอนหนึ่งที่พญามังรายปลอมพระองค์ไปสังเกตการณ์ที่ชายท่าน้ำได้พบเรือชนกันล่มหลายลำ
ผู้คนมีความสุขดีจากการค้าขายที่มีกำไรกันอย่างทั่วหน้า ประการสำคัญได้กล่าวถึงพญามังรายได้บ่ายหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่เห็นเห็นเรือเดินทางมาค้าขายกัน
อันนี้จึงเป็นเรื่องที่พิสูจน์จากหลักฐานเอกสารตำนานได้ว่าแม่น้ำปิงเดิมเคยไหลในแนวตะวันตก-ตะวันออก
โดยจุดที่พญามังรายมาสังเกตการณ์นั้นควรอยู่ที่ริมแม่น้ำในแนวแม่น้ำปิงสายเดิมที่อยู่ด้านทิศเหนือเวียงกุมกามนี้
แม้แต่ชื่อที่เรียกร่องน้ำนี้หน้าวัดในพื้นที่ใกล้กับน้ำแม่ปิงที่สร้างวัดให้หันหน้าวัดในพื้นที่ใกล้กับลำน้ำแม่ปิงที่สร้างวัดให้หันหน้าไปสู่แม่น้ำ
เพื่อประโยชน์ทางด้านการเดินทางสัญจรที่ในระยะนั้นใช้แม่น้ำเป็นหลัก
ดังเช่นวัดอีค่าง และวัดหัวหนอง
โดยเฉพาะที่วัดหัวหนองนั้นยังปรากฏโขงประตูวัดที่ตั้งอยู่ที่ท่าน้ำปิงอย่างชัดเจน
หรือแม้กระทั่งรูปแบบผังวัดกู่ขาว
บริเวณปากทางเข้าสู่เวียงกุมกามทางด้านทิศตะวันตก
ที่สร้างวิหารให้หันหน้าไปทางทิศใต้
เพราะเหตุที่วัดนี้ตั่งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงเขตนอกเมืองตรงกันข้าม
นอกจากนี้ในสมัยที่พญามังรายประทับอยู่ที่เวียงกุมกาม
ปรากฏการกล่าวถึงในหลักฐานด้านเอกสารอีกว่าได้สร้างพระพุทธรูป พระเจดีย์
และวิหาร ถวายให้ได้กับพระและวัดในพุทธศาสนา
โดยเฉพาะหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมที่วัดเจดีย์เหลี่ยม ที่เป็นเจดีย์ประธานทรงกรวยปิรามิดลักษณะเป็นมณฑปลดชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป
ซึ่งมีรูปแบบเดียวกันกับเจดีย์ประธานของวัดจามเทวี ( กู่กุด )
นอกเขตเมืองลำพูนทางทิศตะวันตก
อันแสดงถึงสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาทางพุทธศาสนาในเขตเวียงกุมกามระยะนั้น
รับอิทธิพลและรูปแบบมาจากแคว้นหริภุญไชย
เช่นเดียวกับการกล่าวถึงรูปแบบพระเจดีย์ที่มีพระพุทธรูปประทับนั่งสี่องค์ตอนล่าง
ตอนบนมีพระพุทธรูปประทับยืนหนึ่งองค์นั้นที่พญามังรายสร้างอุทิศถวายให้วัดนั้น
ก็เป็นรูปแบบเจดีย์ทางมณฑปลักษณะเดียวกับเจดีย์วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน
จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับเจดีย์เชียงยันในเขตวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร
ลักษณะเป็นเจดีย์ทางมณฑปรุ่นเก่าที่ตอนบนส่วนของห้องมณฑปบริเวณมุมทั้งสี่ทำเป็นรูปเจดีย์ขนาดเล็ก
๔ องค์
หลักฐานทางด้านศิลปะสถาปัตยกรรม
ที่แสดงถึงความเป็นเมืองบริวารหนึ่งควบคู่ไปกับประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่หรือรัฐล้านนานั้น
คือหลักฐานรูปแบบเจดีย์ทีวัดปู่เปี้ย
อันมีรูปทรงมณฑปรุ่นหลังที่ไม่มีการทำเจดีย์ขนาดเล็กที่มุมตอนบนส่วนห้องมณฑปแต่จะทำเป็นชั้นบัวถลา
( บัวคว่ำ ) ย่อเก็จขนาดใหญ่แบบเดียวกับพระเจดีย์หลวง เจดีย์วัดเชียงมั่น
เจดีย์วัดศรีเกิด เจดีย์วัดเชียงยืน เป็นต้น แต่หลักฐานที่เจดีย์วัดปู่เปี้ย
เวียงกุมกาม ทำเป็นชั้นฐานปัทม์ย่อเก็จรองรับส่วนมาลัยเถาทรง ๘ เหลี่ยม
รวมถึงการประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นที่ส่วนของเสาและรอบซุ้ม
และส่วนมุมตอนบนและล่างที่เรียกว่าลายบัวคอเสื้อและลายบัวเชิง
นอกจากนี้รูปแบบเจดีย์ประธานของวัดอีค่าง
ก็เป็นรูปแบบเจดีย์ทรงระฆังของล้านนาในระยะหลังที่มีอิทธิพลของเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย
กล่าวคือในส่วนฐานประกอบด้วยฐานเขียงสี่เหลี่ยมตอนล่างและฐานปัทม์ย่อเก็จ
รองรับส่วนมาลัยเถาและองค์ระฆัง บัลลังก์แบบฐานปัทม์ย่อเก็จ มีส่วนก้านฉัตร
ปล้องไฉน
และปลียอดตอนบนแต่ที่เจดีย์วัดอีค่างมีความแตกต่างตรงที่มีชั้นหน้ากระดาน ๘
เหลี่ยมคั่นระหว่างส่วนฐานเขียงกับฐานปัทม์ย่อเก็จ
นอกจากนี้หลักฐานที่พบเฉพาะในส่วนฐานขององค์พระเจดีย์
บางทีก็อาจพิจารณาได้ว่าเป็นรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆัง และทรงมณฑปได้
จากระเบียบแบบแผนการก่อสร้างในส่วนฐานและโบราณวัตถุที่พบจากการขุดตรวจ-ขุดแต่งประกอบ
กล่าวคือลักษณะของเจดีย์ทรงระฆัง
โดยมากมักไม่พบหลักฐานปูนปั้นในส่วนที่ประดับซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป
เช่นตัวนาค และลวดลายก้านขด ใบไม้ ดอกไม้ และเครือเถา และแบบอื่น ๆ
ที่พบในส่วนขอบการตกแต่งเจดีย์ทรงมณฑป
ที่ทำลักษณะเป็นห้องตอนกลางอาจทำย่อเก็จย่อมุมหรือหลายเหลี่ยม
และมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปด้านต่าง ๆ
และมีเครื่องหลังคายอดแหลมตอนบนที่อาจเป็นรูปทรงระฆังหรือแบบอื่น ๆ
ในส่วนพระวิหาร
ที่เป็นอาคารหลังคาทรงหน้าจั่วและมีส่วนปีกนกทั้งสองข้างอันใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทำบุญไหว้พระรับศีลฟังเทศนาธรรมนั้น
รูปแบบที่พบส่วนใหญ่เป็นวิหารแบบโถงคือไม่มีส่วนของผนัง
แต่งบางวัดพบหลักฐานของผนังเฉพาะในส่วนห้องประดิษฐานพระประธานที่อยู่ตอนหลัง
โครงสร้างเสาประกอบด้วยเสาคู่กลางในแนวหน้าจั่วกับเสาคู่ริมตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างที่รับส่วนหลังคาปีกนก
การที่มีผังแบบย่อเก็จที่ฐานทางตอนหน้าและหลังมีความสัมพันธ์กับการทำลดชั้นของส่วนหลังคานตอนบนด้วย
เครื่องหลังคาเป็นโครงสร้างไม้มุงกระเบื้องดินเผา ( ดินขอ )
ตกแต่งไม้แกะสลักที่อาจมีการประดับกระจก
และปิดทองในส่วนปั้นลมที่เป็นที่มักทำเป็นรูปนาค ส่วนหน้าแหนบหรือหน้าบัน
ช่อฟ้าใบระกา นาคฑัณต์แบบหูช้าง
บันไดด้านหน้ามีการทำตัวบันไดเป็นรูปตัวหางวัน (วัดปู่เปี้ย ) รูปก้นหอย
(วัดอีค่าง ) รูปนาค ๕ เศียร (วัดกุมกามทีปราม )
บางวัดพบการทำบันไดลักษณะวงโค้งครึ่งวงกลมไม่มีตัวบันได
เช่นที่วิหารวัดกู่มะเกลือ เป็นต้น พื้นวิหารพบทั้งที่ปูอิฐและไม่ปูพื้น
ส่วนแท่นพระสวดหรืออาสน์สงฆ์ทำยกพื้นเตี้ยเป็นแนวยาวทางด้านขวาพระประธานติดกับส่วนฐานด้านข้างแท่นฐานชุกชีพระประธานหรือแท่นแก้วพบทั้งแบบก่อเต็มพื้นที่ของห้องทางด้านหลัง
และแบบเฉพาะส่วนแนวห้องใต้จั่วหลังคาตอนหลัง นอกจากนี้บันไดนกจากทำด้านหน้าแล้ว
ยังพบว่าบางวัดทำบันไดทางด้านข้างและด้านหลังในส่วนย่อเก็จลดด้านหน้าและหลัง
องค์พระประธานส่วนใหญ่ไม่ปรากฏหลักฐานสมบูรณ์แต่พบชิ้นส่วนปูนปั้นที่เป็นส่วนต่าง
ๆ ขององค์พระ เช่น พระกร พระพักตร์ พระบาท
และในส่วนองค์พระที่แสดงลักษณะการห่มจีวรและสังฆาฏิแบบต่าง ๆ เม็ดพระศก อุษณีษะ
และพระรัศมี เป็นต้น ซึ่งพบทั้งปูนปั้น และที่เป็นทองสำริด
โดยเฉพาะจากหลักฐานที่วัดกู่ป้าด้อมนั้น
พบลักษณะพระพักตร์พระพุทธรูปในแบบสิงห์ทำจากสำริด อันมีวงหน้าอวบ
นาสิกโด่งและงุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์อมยิ้ม เม็ดพระศกแบบขดก้นหอยขนาดเขื่อง
รวมถึงพบลักษณะพระพุทธรูปในแบบเชียงใหม่รุ่นหลังที่มีพุทธศิลปสุโขทัยเข้ามาปน
โดยเฉพาะการทำรัศมีแบบเปลว พระพักตร์ยาว เม็ดพระศกขนาดเล็ก
และพบลักษณะแบบท้องถิ่นนิยมอีกหลายแบบ
พระอุโบสถ หลักฐานการก่อสร้างพระอุโบสถของวัดในสมัยล้านนาทีสำคัญปรากฏที่วัดปู่เปี้ยที่สร้างได้ทางด้านเหนือใกล้กับพระวิหาร
ลักษณะเป็นอาคารฐานก่ออิฐสอดินฉาบด้วยปูนขาว โดยทำฐานลานระเบียงโดยรอบ
มีเสาเสมาเป็นแท่นหินทรายสีแดงทรงกลมปลายแหลมปักแสดงขอบเขตไว้โดยรอบ
มีผนังระเบียงเตี้ยทำช่องปรุเป็นรูปกากบาท
ตัวพระอุโบสถเป็นอาคารขนาดเล็กฐานทำย่อเก็จลดหน้าหลัง
ไม่มีโครงสร้างเสาแต่ใช้ผนังก่ออิฐถือปูนขึ้นไปรับส่วนคานและเครื่องหลังคาที่ทำจากไม้ตอนบนมุงด้วยกระเบื้องดินเผา
กำแพงแก้วพบหลักฐานหลายวัดที่หลายวัดยังเหลือร่องรอยแต่ยังไม่ได้ทำการขุดแต่งเช่นที่วัดอีค่าง
ที่พบแล้วเช่นที่วัดพระเจ้าดำ วัดกู่ริดไม้ วัดหัวหนอง ฯลฯ
โดยเฉพาะที่วัดกู่ป้าด้อมนั้น พบหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์
ลักษณะก่ออิฐฉาบปูนขาวส่วนของกำแพงทำสันตอนบนโค้งหลังเต่าหรือทรงบัวหลังเจียด
ส่วนประตูทำเป็นโขงมีเครื่องยอดแต่พังทลายลงแล้ว
มีรองรอยของช่องสอดวงกบไม้ที่แสดงถึงว่าเคยมีบานประตูไม้ปิดเปิดได้
พบทางด้านหน้าบันไดตรงกลางทางเข้าพระวิหาร และด้านหลังตอนเหนือ
กำแพงวัดพบหลักฐานที่วัดหัวหนอง ลักษณะเป็นโขงประตูใหญ่ใกล้ท่าน้ำแม่ปิง (ห่าง
) ที่แต่เดิมมีเครื่องหลังคา และตกแต่งลวดลายปูนปั้นในส่วนต่าง ๆ
เช่นในส่วนของกรอบและเสาซุ้ม
ส่วนผนังย่อเก็จตอนบนและล่างที่เรียกกันว่าลายบัวคอเสื้อและบัวเชิง
โดยเฉพาะที่วัดหัวหนองนี้พบการตกแต่งรูปสัตว์หิมพานต์รูปตัวกิเลน สิงห์ ตัวมอม
ฯลฯ และลายก้านขดประจำยามก้ามปูตกแต่งเพิ่มเติม
ลักษณะเดียวกันกับที่พบที่วิหารหลวงวัดเจ็ดยอด ( โพธารามมหาวิหาร )
ของเมืองเชียงใหม่อีกด้วย
หมายเหตุ : ภายหลังจากที่พระเจ้ามังทรากษัตริย์พม่ารบเอาเมืองเชียงใหม่ได้ในปี
พ.ศ. ๒๑๐๑ แล้วแคว้นล้านนาเกิดความระส่ำระสาย
ผู้คนถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานผลิตเสบียงอาหาร และไปเป็นทหารเพื่อต่อสู้กับรัฐอยุธยา
บางส่วนละทิ้งบ้านเรือนหนีไปซ่อนอยู่รวมกันตามเขตป่าเขา
คราวใดที่ราชสำนักพม่าอ่อนแอจะเกิดความกระด้างกระเดื่องของคนล้านนา
ที่บางครั้งสามารถขับไล่พม่าให้ออกไปได้เป็นระยะ ๆ
ทัพอยุธยาก็เคยยกทัพมาปราบขับไล่พม่าในเขตดินแดนล้านนา
เพื่อไม่ให้เป็นสถานที่ซ่องสุมกำลังลงไปตีอยุธยาได้
ขณะเดียวกันก็ผูกมิตรไมตรีกับกลุ่มผู้ปกครองล้านนา
และในที่สุดสามารถร่วมกันขับไล่พม่าออกไปให้หมดสิ้น
คราวที่ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสนพร้อมเผาทำลายบ้านเมืองไม่ให้พม่ากลับมาซ่องสุมกำลังพลอีกได้
ขณะเดียวกับที่เมืองเชียงใหม่เกิดมีกลุ่มผู้ปกครองเชื้อสายเจ้าเจ็ดตนจากเมืองลำปางมาปกครองและฟื้นฟูแคว้นล้านนาให้กลับกลายสภาพเป็นบ้านเมืองที่ดีดังเช่นเดิม
ภายใต้การกำกับดูแลของกรุงรัตนโกสินทร์ไนฐานะที่เป็นแคว้นประเทศราช
|