Make your own free website on Tripod.com
 
D i s c o v e r y T h a i l a n d  M u s e u m   o f   B u d d h a   i m a g e s    
Museum of Dvthai collection of Buddha image from southeast  Asia    
 
   
  ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ ได้ปรากฏอิทธิพลศาสนาของอินเดีย คือพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุดขึ้นในคาบสมุทรไทยแล้ว ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งเคารพนับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็นเทพสูงสุด ก็ได้สถาปนาอย่างมั่นคงในรัฐตามพรลิงค์ อันมีเมืองโบราณนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลาง โดยในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ คณะพราหมณ์ของพระอคัสตยะ ก็ได้อภิเษกผู้นำของรัฐตามพรลิงค์ขึ้นเป็นเทพ - กษัตริย์ (God - King) แห่งรัฐ เรียกว่า "ตามพรลิงเคศวร"

   

  ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายได้เป็นพลังผลักดันที่สำคัญ แห่งพัฒนาการของรัฐตามพรลิงค์ โดยเทพ - กษัตริย์แห่งรัฐทรงสถาปนาระบบมัณฑละ (mndala) ขึ้น ด้วยการสถาปนาสภาพภูมิประเทศศักดิ์สิทธิ์ ให้เป็นตีรถะ (Tirtha) จำนวนมากมาย รวมทั้งได้สร้างเทวาลัยขึ้นในตีรถะเหล่านั้น เพื่อการจาริกแสวงบุญ ตามระบบความเชื่อในศาสนาด้วย ตีรถะแต่ละแห่งถูกสร้างขึ้น ในรูปของภาพจำลองแผนภูมิจักรวาล หรือมัณฑละอันศักดิ์สิทธิ์ อันมีพระศิวะประทับอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของมัณฑละ ในลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์รูปศิวลึงค์ รวมทั้งในลักษณะที่เป็นยอดเขา ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เรียกว่าลิงคบรรพต อาทิ ยอดเขาในมัณฑละ ณ เขาคา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ยอดเขาในมัณฑละ ณ หัวเขาบน (เขาศรีวิชัย) อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยอดเขาในมัณฑละ ณ เขาคูหา อำเภอ สทิงพระ จังหวัดสงขลา และยอดเขาในมัณฑละ ณ เขาพระเหนอ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นต้น
      ในขณะเดียวกัน ตามระบบความเชื่อเกี่ยวกับแม่น้ำคงคา อันเป็นที่มาของน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลของลัทธิไศวนิกาย นอกจากจะมีการสถาปนาน้ำตกหลายแห่ง ซึ่งเป็นที่เกิดของแม่น้ำลำคลองภายในรัฐแห่งนี้ เป็นตีรถะแล้ว ยังมีการสลักร่องน้ำ และหน้าผาเชื่อมต่อออกมาจากยอดเขาที่เป็นลิงคบรรพต ให้มีลักษณะเป็นหน้าผาน้ำตก เพื่อให้สอดคล้องกับระบบความเชื่อ และเทพปกรณัมที่เกี่ยวกับแม่น้ำคงคาด้วย 
     การสร้างสรรค์ตามระบบความเชื่อดังกล่าว ได้ส่งผลให้แม่น้ำลำคลองที่สำคัญภายในรัฐ มีฐานะเป็นพระแม่คงคาศักดิ์สิทธิ์ และศิลาจารึกบางหลักได้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐให้ความคุ้มครองอย่างเต็มที่ ตลอดแนวยาวของแม่น้ำลำคลองที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ล้วนมีตีรถะที่สำคัญตั้งอยู่อย่างหนาแน่น

 

     ตีรถะเหล่านี้มีการเกาะกันเข้าเป็นกลุ่ม หรือเป็นมัณฑละ แต่ละกลุ่มมีตีรถะขนาดใหญ่ หรือตีรถะที่สำคัญที่สุดเป็นจุดศูนย์กลาง กลุ่มมัณฑละเหล่านี้ กระจายอยู่ในอาณาบริเวณของรัฐตามพรลิงค์ และขึ้นตรงต่อมัณฑละแห่งราชธานี ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เพราะเป็นที่ประทับของพระศิวะแห่งรัฐ
     แม้ว่าระบบมัณฑละอันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐตามพรลิงค์ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ จะเป็นระบบโครงสร้างทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลให้วัฒนธรรมความเชื่อของชุมชนภายในรัฐ มีความแข็งแกร่งและเป็นเอกภาพภายใต้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพ - กษัตริย์ แต่ผลที่ตามมา ก็หาได้จำกัดอยู่แต่เพียงภายในขอบเขตความมั่นคงทางสังคมแห่งรัฐเท่านั้นไม่ เพราะผลที่แท้จริง กลับไปตกอยู่กับความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง 
      ในด้านเศรษฐกิจนั้น หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในขณะนี้แสดงให้เห็นว่า ตีรถะทุกแห่ง และมัณฑละทุกกลุ่ม ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่มีประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และทำมาหากินอยู่อย่างหนาแน่นรายรอบศาสนสถาน ประกอบกับตีรถะและมัณฑละเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมสำหรับการทำมาหากินทั้งสิ้น  เช่น บริเวณที่ราบลุ่มที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว  ที่ราบเชิงเขาที่เป็นแหล่งกำเนิดผลิตภัณฑ์ประเภทของป่า และบริเวณปากแม่น้ำที่เป็นศูนย์กลางทางการค้า เป็นต้น ทำให้ตีรถะและมัณฑละทั้งมวล กลายเป็นแหล่งผลผลิตที่สำคัญที่สุด ที่เป็นพื้นฐานแห่งความมั่งคั่ง และมั่นคงในทางเศรษฐกิจของรัฐ 

 

     ส่วนในด้านการเมืองการปกครองนั้น ด้วยเหตุที่กษัตริย์ของรัฐตามพรลิงค์ทรงเป็นพระศิวะ จึงทรงเป็นประมุขในทางศาสนาด้วย ผู้นำทางศาสนาทุกระดับ มัณฑละทุกแห่ง และตีรถะทั้งมวลล้วนต้องขึ้นตรงต่อพระองค์ พระองค์จึงทรงใช้อำนาจปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านไปทางองค์กรศาสนาทุกระดับ ลงไปสู่ผู้นำของกลุ่มมัณฑละ กระจายต่อไปยังตีรถะแต่ละแห่งภายในกลุ่มของตน แล้วผู้นำตีรถะแต่ละแห่ง จะดูแลประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่รายรอบ โดยภารกิจสำคัญนั้นประกอบด้วยการพัฒนาชุมชน การสร้างเสริมอาชีพ การหารายได้บำรุงตีรถะ บำรุงมัณฑละ และบำรุงรัฐ การประกอบพิธีกรรมของบุคคลและชุมชน การส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจ การบริหารจัดการทรัพยากรของท้องถิ่นและชุมชน  การรักษากฎหมายที่อาศัยหลักธรรมในศาสนาเป็นหลัก การไกล่เกลี่ย แก้ปัญหา และตัดสินข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทของบุคคล ท้องถิ่น และชุมชน เป็นต้น 
     ดังนั้น โครงสร้างของระบบมัณฑละดังกล่าวนี้ จึงส่งผลให้หน่วยทางเศรษฐกิจ สังคม และการปกครองของรัฐตามพรลิงค์ต่างเข้ามาร่วมกัน หรือบูรณาการเข้าเป็นหน่วยเดียวกันอย่างแท้จริง 

     ในบรรดากลุ่มมัณฑละของรัฐตามพรลิงค์ กลุ่มที่ตั้งอยู่เชิงเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มมัณฑละที่มีความสำคัญมาก มีชุมชนโบราณ และเทวาลัยตั้งอยู่อย่างหนาแน่น ตีรถะกลายเป็นศูนย์รวมของชุมชนที่ได้รับการสร้างสรรค์ และทำนุบำรุงจากชุมชนรายรอบ รวมทั้งชุมชนก็ได้ขยายตัวขึ้นโดยลำดับ ทั้งในบริเวณเชิงเขาและที่ราบ โดยบริเวณที่ราบอันอุดมสมบูรณ์นั้น ได้กลายเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญ ส่วนการเก็บรวบรวมและการค้าของป่า ได้พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการคมนาคมขนส่งตามแม่น้ำลำคลองที่โยงใยกัน  ส่งผลให้การขนส่งผลิตผลของป่าจากเขตภูเขา ลงมาสู่ศูนย์กลางทางการค้าเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว 


     ในที่สุด มัณฑละกลุ่มเชิงเขาหลวง จึงได้กลายเป็นฐานทางเศรษฐกิจกลุ่มหนึ่งของรัฐ
     สินค้าของป่าจากมัณฑละกลุ่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าออก สำหรับป้อนตลาดการค้านานาชาติของรัฐ จนตามพรลิงค์ได้รับการกล่าวขวัญถึงในประวัติศาสตร์การค้านานาชาติ ในฐานะที่มีสินค้าของป่าที่ดี และหลายหลากมากที่สุดรัฐหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 

 

 

    ตัวอย่างของ การศึกษาศิลปะไทย ตามแนวทาง การศึกษาศิลปะ แบบตะวันตก ดังที่เคยศึกษากันมา คือ การจำแนกศิลปะ ในประเทศไทย ออกเป็นหมวดหมู่ โดยใช้รูปแบบ ที่มีลักษณะ ใกล้เคียงกัน เป็นหลัก และตั้งชื่อ ให้กับ แต่ละหมวดหมู่เหล่านั้น ตามชื่อของรัฐ ในประวัติศาสตร์ จากนั้น จึงกำหนดอายุของ แต่ละหมวด โดยใช้ ช่วงเวลาของ ความเจริญของ รัฐเหล่านั้น เช่น การกำหนดชื่อของ ศิลปะสมัยทวารวดี ของสมเด็จฯ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ และยอร์ช เซเดส์ กระทำโดย รวบรวมพระพุทธรูป ที่มีรูปแบบคล้ายกับ พระพุทธรูป ของอินเดีย สมัยคุปตะ (ประมาณพุทธศักราช ๕๐๐-๑๑๕๑) ขึ้นมาเป็นกลุ่มหนึ่ง และตั้งชื่อว่า สมัยทวารวดี ตามชื่อของ อาณาจักร ที่จดหมายเหตุของจีน กล่าวถึงในช่วง พุทธศักราช ๑๑๐๐-๑๒๐๐ (ค.ศ.๕๕๗-๖๕๗) ซึ่งในบริเวณ เขตแดน ที่สันนิษฐานว่า เป็นอาณาจักร ทวารวดีนั้น ได้พบพระพุทธรูป ที่มีลักษณะคล้ายกับ พระพุทธรูปสมัย คุปตะ ดังนั้น รูปแบบของ พระพุทธรูป จึงถูกนำมาใช้ กำหนดเขตแดนของ อาณาจักร ทวารวดีด้วย

การเชื่อมโยงระหว่าง พุทธศิลป์ กับชื่อของ อาณาจักร มีความสำคัญต่อ อาณาจักรเหล่านี้มาก เพราะศิลปะ เป็นหลักประกันว่า อาณาจักรเหล่านี้ มีจริง แต่หากใช้ หลักฐาน ทางเอกสารอย่างเดียว มายืนยันแล้ว อาณาจักรเช่น ทวารวดี และศรีวิชัย ก็คงจะมี ความสำคัญทาง ประวัตศาสตร์ ไม่มากไปกว่า จิถู ลังยาสู หรือ รัฐเล็กรัฐน้อยต่างๆ ที่กล่าวถึง ในเอกสารของจีน ดังนั้น เมื่อแยกงานศิลปะ ออกจาก ชื่ออาณาจักรแล้ว ความเป็นจริงก็คือ ทวารวดี และศรีวิชัย มิได้มีความสำคัญไปกว่า เมืองท่าอื่นๆ ที่ทำการค้า กับจีนเลย
    เช่นเดียวกันกับ การสร้างภาพลักษณ์ว่า อาณาจักรสุโขทัย เป็นอาณาจักรที่ ยิ่งใหญ่ โดยอาศัย งานสร้างสรรค์ ทางศิลปะ โดยเฉพาะพระพุทธรูป ซึ่งมี "สุนทรียภาพ อันประเสริฐ เป็นเลิศ" และเมื่อผนวกเข้ากับ แนวความคิดที่ว่า อาณาจักรสุโขทัย มีความยิ่งใหญ่แล้ว ก็ยากที่จะ แยกออกจาก มโนทัศน์ของ "สุโขทัย ยุคทองของ สยาม" ไปได้ เพราะ ศิลปะ เป็นตัวยืนยัน ความสำคัญ ของอาณาจักร สุโขทัย
ความผิดพลาดของ นักปราชญ์รุ่นเก่า ที่สำคัญ อีกประการหนึ่ง คือการที่ละเลย ประเด็นที่ว่า พระพุทธรูป เป็นรูปจำลอง หรือรูปเลียนแบบ ซึ่งไม่ได้อยู่ใน ขอบข่าย ของงานศิลปะเสรี แบบตะวันตก ที่จะมาจำแนก ตามยุคสมัยได้ พระพุทธรูป หรือพระปฏิมา คือรูปจำลอง ที่เลียนแบบ สืบต่อกันมา จากพระพุทธรูป ที่มีความนิยมสูง ในแต่ละช่วงเวลา หรือเพราะ พระพุทธรูปองค์นั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นพิเศษ นอกจากนั้นแล้ว พระพุทธรูป ยังเป็นรูปสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นรูปธรรม ของปรัชญา ในพุทธศาสนา ที่เป็นนามธรรม หากสร้างภาพ ขึ้นตามใจชอบแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะ สื่อความคิดนั้นได้ ดังนั้น พระพุทธรูป จึงอยู่เหนือกาลเวลา และสถานที่ เพราะพุทธศาสนิกชน คนใด ก็สามารถ จำลองพระพุทธรูป ตามแบบที่ต้องการได้ ไม่ว่าคนคนนั้น จะอยู่ ณ ที่ใด ในสมัยใด
    ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นความผิดพลาดของ นักปราชญ์รุ่นเก่า ที่นำเอา พุทธศิลป์ ไปไว้ในบริบทของ รัฐศาสตร์ โดยนำมาใช้เป็น เครื่องมือ ในการ สร้างอาณาจักร เช่นทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน และสุโขทัย ซึ่งหากนำศิลปะ ไปไว้ภายใต้ศาสนา ตามที่ควรจะเป็นแล้ว ก็จะเป็นเครื่องมือ ในการศึกษา ความเปลี่ยนแปลง และ ความหลากหลาย ทางด้าน พุทธปรัชญา ในประเทศไทย ได้ดีกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    การปรับเปลี่ยน ยุคสมัย ของพุทธศิลป์ ในประเทศไทย ในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะ แยกพุทธศิลป์ ออกจากรัฐศาสตร์ และการเมือง โดยนำไปไว้ ภายใต้บริบทของ พุทธศาสนา ซึ่งจากการ ศึกษา ประติมานิรมาณวิทยา ของพุทธศิลป์ ในประเทศไทยแล้ว ก็สามารถที่จะ จำแนกออกตาม ความเปลี่ยนแปลง ของพุทธศาสนา ในแต่ละช่วงเวลา ได้ดังต่อไปนี้


1) ลัทธิหนยาน นิกาย มหาสังฆิกะ และมูลสรรวาสติวาท
ประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๕ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๗)
2) ลัทธิมหายาน
ประมาณ กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๖ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๖ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐)
3) ลัทธิหนยาน นิกายเถรวาท
ประมาณ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๗ - ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐)
4) ลัทธิวัชรยาน
          ๑. ลัทธิวัชรยาน จากอินเดีย ชวา และจัมปา
ประมาณ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๘ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑)
          ๒. ลัทธิวัชรยาน จากกัมพูชา
ประมาณ กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓)
          ๓. ลัทธิวัชรยาน ในประเทศไทย
ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔)
5) นิกายเถรวาท จากลังกา
ประมาณ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖)
6) นิกายสยามวงศ์
ประมาณ กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ - กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙)
7) ธรรมยุตนิกาย
ประมาณ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ปัจจุบัน (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ - ปัจจุบัน)

 

 

 

 

 

From the 4th - 5th century, the influence of Buddhism and the Vishnuism cult of Hinduism from India appeared in the southern penisular of Thailand and it is believed that during the 6th - 11th centuries the Shivaism sect of Hinduism was firmly established in the state of Tambralinga. Tambralinga is believed to have been an early state in Southeast Asia, one of the largest and longest lasting in penisular Thailand. Later, this state received a new name of Nakorn Si Thammarat. 
       In the establishment of the state of Tambralinga under the influence of the Shivaism, the God-King of Tambralinga or Tambralingeshvara established a system of mandala. The mandala is based upon the cosmology of the Shivaism and arose in the state with a group of sacred mandalas distributed throughout the area. Each mandala is combined with a ceremonial center that is located in important cities and religious sites throughout the region that was known as tiratha. These ceremonial sites were also the community centers. The system of mandala shows the prosperity of the state by maintaining the condition of the region's sacred features such as mountains, rivers, and natural resources that would allow for the development of economy, society and politics. The system of rule was the same, with the rule of the kings who were both rulers and the living god - Shiva.
       In the entire group of mandalas, there were 11 groups that were distributed throughout the state of Tambralinga. The group located at the foot of Khao Luang in Nakhon Si Thammarat province or the mandala of the capital was the most important because Khao Luang has the complete geographical characteristics with many canals that feed the surrounding area. Thus, highly populated ancient communities and places of worship would surely be located there. The evidence of both archaeological sites and artefacts related to the Shivaism that dates back to the 6th - 11th centuries reflect the prosperity of the commerce "of the jungle". The goods of the jungle from this group of mandalas is one part of the goods for export to international markets in states located along the international trade routes of the ancient world that connected from the Roman empire with the Chinese empire. So, Tambralinga is mentioned in the history of international trade as having some of the best quality and most variety of proucts of the jungle of any state in Southeast Asia.

Although H.R.H. Prince Damrong Rajanubhab, in 1926 did classify Buddhism in Siam into four periods the Theravada school of the Hinayana, the Mahayana school, the Hinayana of Pagan, and the Ceylon Order he did not correlate them with works of art. Instead he formulated a periodization based on the supposititious correlation between religious art and historical sources. Hence from 1926 to the present day students are required to study Buddhist art within the conceptual framework of political history. Since no such frame of reference exists for religious art that is based on religion, it is the aim of this paper to restore Buddhist art of its rightful place - in the service of Buddhism.
    Within the last couple of years I have published articles pointing out that Prince Damrong's and Coedes' periodization of Thai art cannot be applied to images of Buddha. These scholars made the fundamental error of taking images of Buddha to be analogous with Western works of art, which can be classified into time spans. They failed to see that an image of Buddha is a copy of its stylistic prototype. The Pali word for an image of Buddha is "patima" meaning "replica" - the very nature of an image of Buddha defies categorization into a neat time slot. Hence, where a Buddha image is concerned, style cannot be correlated with a time period.

 

 

So supercilious were these early scholars with their Eurocentric attitude that they made no effort to understand the Thai Buddhist point of view. By imposing their own methodology and valued judgement on an alien culture, they created an art history in their own likeness. As Prince Damrong's and Coedes' primary interest was empire building, they used art as a tool of political history. Their method for resurrecting forgotten kingdoms like Dvaravati, Srivijaya, Lop Buri, and Chiang Saen is to have works of art on one side and written sources on the other, supporting each other like two arms of an isosceles triangle.
    Since most works of art found in Thailand serve the Buddhist religion, it is logical to classify them into schools depending on the name of the school, or sect, that inspired their creation. Moreover, the changes in the iconography, as well as the iconology, of Buddhist art reflect the evolution of Buddhist thought over two and a half millennia of existence, making it possible to draw up a relative chronology for each school. In chronological order, Buddhist art in Thailand may be classified as follows;
 

1) The Early Hinayana Schools (the Mahasamghika and the Mulasarvastivada):
Mid-Fifth to Mid-Seventh Centuries
2) The Mahayana Schools:
Mid-Sixth to Tenth Centuries
3) The Theravada Schools:
Mid-Seventh to Early Tenth Centuries
4) The Vajrayana Schools:
Mid-Eighth to Mid-Fourteenth Centuries
5) The Lankavamasa (Sinhalese Theravada) Schools:
Mid-Fourteenth to Mid-Sixteenth Centuries
6) The Sayamvamsa (Siamese Theravada) Schools:
Sixteenth to Mid-Nineteenth Centuries
7) The Dhammayutti Nikaya:
Mid-Nineteenth Century to the present

 

 

 

 
  ขอบคุณข้อมูลจากบทความของ นิตย์สารเมืองโบราณ      
 
ปีที่ ๒๕ ฉบับ ๒ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๔๒   Vol. 25 No. 2 April - June 1999
     
  วารสารวิชาการรายสามเดือน เพื่อการอนุรักษ์มรดกไทย
ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ และวัฒนธรรม