Make your own free website on Tripod.com
 
D i s c o v e r y T h a i l a n d    M u s e u m   o f   B u d d h a   i m a g e s    
Museum of Dvthai collection of Buddha image from southeast  Asia    
 
  อิทธิพลศิลปแบบพม่าในอาณาจักรล้านนา2  
 

 

พระเจ้าบุเรงนองกรีธาทัพเข้ายึดเชียงใหม่ไว้ในอำนาจแล้ว เมืองเชียงใหม่จึงตกเป็นเมืองประเทศราชต้องส่งเครื่องราช บรรณาการแก่พม่าทุกปี ได้แก่ ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ส่วยที่พม่าต้องการ ตลอดจนส่งเสบียงอาหารให้กองทัพพม่าในยามที่พม่ากระทำสงครามกับ เมืองอื่นและเพื่อแสดงความอ่อนน้อมภักดี เจ้าผู้ครองนคร จะต้องเดินทางไปแสดงความภักดีต่อกษัตริย์พม่าทุกปีอีกด้วย


พระเจ้าบุเรงนอง ยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิ ปกครองเมืองเชียงใหม่ต่อไป แต่ไม่มีอิสระในการปกครอง เพราะพม่าได้ส่งแม่ ทัพเข้ามาดูแลควบคุมการปกครองด้วย พระเจ้าเมกุฏิ พยายามแข็งขืน ต่อต้านเพื่ออิสรภาพแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกพระเจ้าบุเรงนองยก กองทัพมาปราบปรามอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2107 ในครั้งนี้พระเจ้าบุเรงนองให้ถอดพระเจ้าเมกุฏิออกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เสีย แล้วให้นางพญาราชเทวี หรือ พระนางวิสุทธิเทวี มาปกครองแทน และนับตั้งแต่นั้นมา เมืองเชียงใหม่ก็ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่ามาเป็นเวลานาน กว่า 200 ปี


ในช่วงแห่งการอยู่ใต้การปกครองของพม่ากว่า 200 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2107 ในสมัยของพระนางวิสุทธิเทวี (พ.ศ.2107- 2121) จนกระทั่งถึง พ.ศ.2317 พม่าได้แต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สืบต่อจากพระนางวิสุทธิเทวีอีก 17 องค์ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนเป็นโอรสหรือ ขุนนางแห่งพม่าทั้งสิ้น เพื่อมิให้เชียงใหม่คิดต่อต้านแข็งเมือง อีกทั้งยังใช้เป็นฐานกำลังเพื่อการแผ่ขยายอำนาจ และปราบปรามอาณาจักรล้านช้าง ด้วย ขุนนางเมืองเชียงใหม่จะมีหน้าที่คอยประสานความเข้าใจในการปกครองกับราษฏรในทุกด้าน เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อเก็บไว้เป็นเสบียง อาหาร ตลอดจนการเกณฑ์ราษฏรไปร่วมรบในสงคราม โดยพม่าจะเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสวัสดิการต่าง แก่ครอบครัวของราษฏรที่ไปรบ เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตามชาวเมืองเชียงใหม่ก็มิได้มีความสุข ในการอยู่ใต้การปกครองของพม่า ทุกคนต้องการอิสรภาพและพยายามต่อต้าน แข็งข้ออยู่เสมอ พม่าต้องคอยส่งกำลังเข้ามาปราบปรามเป็นระยะและกวาดต้อนผู้คน ทรัพย์สินไปพม่าเป็นจำนวนมากเชียงใหม่จึงอ่อนแอ ไร้กำลัง ต่อต้านและตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงเมืองสำหรับชุมนุมไพร่พลพม่า และแหล่งเสบียงอาหารสำหรับเตรียมพร้อมในการทำสงครามกับกรุงศรีอยุทธยา เท่านั้น


ความพยามยามลิดรอนอำนาจขุนนางและ กำลังทหารเมืองเชียงใหม่ของพม่า ทำให้มักเกิดความขัดแข้งระหว่างกันเสมอ บางครั้งถึงกับเกิดการจราจลลุกลามเป็นศึกกลางเมืองขึ้นใน พ.ศ.2314 ขุนนางเมืองเชียงใหม่ นำโดยพญาจ่าบ้านและพญากาวิละ ก่อศึกกับ โปมะยุง่วนของพม่า แต่สู้กำลังของโปมะยุง่วนไม่ได้ จึงขอความช่วยเหลือไปยังกรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้นพระเจ้าตากได้นำกองทัพขึ้นมาช่วย เหลือสมทบกับพญากาวิละเข้าตีเมืองเชียงใหม่ขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ.2317 เมืองเชียงใหม่จึงพ้นจากอำนาจของพม่าโดยสิ้นเชิง
แล้วพระเจ้าตากก็โปรดให้พญาจ่าบ้านขึ้นครองนครเชียงใหม่สืบไป โดยได้พระนามว่า พระยาวชิรปราการ เมืองเชียงใหม่ จึงเป็นอิสรภาพและเป็นการสิ้นสุดยุคใต้การปกครองของพม่าแต่เพียงเท่านี้