Make your own free website on Tripod.com
   

   “...ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธรูปมานักแล้ว ไม่เคยรู้สึกปลื้มใจจำเริญตาเท่าพระพุทธชินราชเลย ที่ตั้งอยู่ในที่เหมาะนักหนา วิหารพอเหมาะกับพระ มีที่ดูได้ถนัด และองค์พระก็ตั้งต่ำได้ตลอดองค์...”
      
       จากคำสรรเสริญของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ชื่นชมในความงามของพระพุทธชินราช นั้นถือเป็นสิ่งที่ยืนยันในความงามของพระพุทธชินราชที่คนทั่วไปต่างลงความเห็นว่า นี่คือพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในเมืองไทย
      
       พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ที่มีทรวดทรงสมส่วน สวยงาม มีพระพักตร์รูปไข่ อิ่มเอิบ สมบูรณ์ ดูแล้วสบายใจ เพราะเหมือนกับว่าพระพุทธชินราชยิ้มให้เราอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นที่ช่วยส่งให้พระพุทธชินราชดูงดงามที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น พระขนงที่โก่ง พระเกตุมาลาที่เป็นเปลวเพลิง พระวรกายที่อ่อนช้อย รวมไปถึงบรรยากาศภายในวิหารที่ดูขลึมขลังก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยเสริมความงามของพระพุทธชินราช
      
       สำหรับเรื่องความงามของพระพุทธชินราชนั้น ความดีความชอบและเครดิตต่างๆก็คงจะต้องยกให้กับช่างผู้สร้าง ตั้งแต่สมัยอดีต และผู้ที่บูรณะซ่อมแซมมาจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าหากมองย้อนไปถึงตำนานความเชื่อ ในการสร้างพระพุทธชินราชแล้ว ก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่พระพุทธชินราชออกมางดงามหมดจดไม่น้อย
      
       พระพุทธชินราชฝีมือมนุษย์หรือเทวดา
      
       ตามตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่า ในสมัยพระศรีธรรมไตรปิฎก (พระยาลิไท) หลังจากสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็โปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ คือ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยพระยาลิไท ได้ระดมสุดยอดช่างฝีมือในสมัยนั้น ทั้งจากเมืองศรีสัชนาลัย สวรรคโลก และสุโขทัย เพื่อมาร่วมกันสร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์
      
       จวบจนถึงวันที่พฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช 317 ก็ถือเป็นเวลามงคลในการทำพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป ทั้ง 3 พระองค์จนเสร็จสมบูรณ์
      
       แต่ปรากฏว่าเมื่อทำการแกะพิมพ์ออกมา มีพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาเท่านั้นที่ทองออกมาสมบูรณ์มีน้ำทองแล่นติดตลอด สวยงามทั้ง 2 องค์
      
       แต่สำหรับพระพุทธชินราชนั้นปรากฏว่าทองไม่สมบูรณ์เนื่องจากทองแล่นไม่ติดเต็มองค์ สร้างความแปลกประหลาดให้กับช่างและผู้อยู่ในพิธีเป็นอย่างมาก
      
       หลังจากนั้นช่างก็ทำการสร้างหุ่น และเททองหล่ออีก 3 ครั้ง แต่เหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม คือทองแล่นไม่ติดเต็มองค์พระ
      
       พระยาลิไทเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เทวดาช่วยดลใจให้ทำการเททองพระพุทธชินราชสำเร็จตามพระประสงค์ จากนั้นก็ให้ช่างปั้นหุ่นเพื่อเททองอีกครั้งหนึ่ง
      
       ในครั้งนี้จู่ๆก็มีชีปะขาว มาจากไหนไม่รู้มาช่วยปั้นหุ่น ช่วยเททองหล่อพระพุทธรูป อย่างแข็งขัน โดยไม่พูดจากับใคร
      

     “ช่วงปิดทองนี่ถือว่าเป็นช่วงที่ยากที่สุด เพราะถ้าปิดไม่เป็นและไม่เข้าใจขั้นตอนก็จะออกมาดูไม่ดี สำหรับช่างที่ทำในขั้นตอนนี้จึงถือว่าสำคัญมาก คือช่างจะต้องทำด้วยจิตวิญญาณของความเป็นช่าง ใส่ใจและประณีตทุกรายละเอียด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำเอาเร็วเพื่อจะได้ไปรับงานอื่นต่อ แต่สำหรับช่างที่มาทำงานในครั้งนี้ต่างก็เป็นช่างฝีมือดีจากกรมศิลปากร ซึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” จารุวรรณกล่าว
      
       สำหรับวิธีการลงรักเพื่อบูรณะองค์พระพุทธชินราชนั้น ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ในรอบ 100 ปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง โดยธราพงศ์คนเดิม ได้บอกว่าตนกำลังค้นหาหลักฐานอยู่ว่าการบูรณะพระพุทธชินราชด้วยวิธีแบบนี้ครั้งล่าสุดอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6
      
       และนอกจากการใช้เทคนิคโบราณแล้ว การบูรณะพระพุทธชินราชก็จำเป็นที่จะต้องขอขมาลาโทษเพราะช่าง จำเป็นต้องปีนป่ายองค์พระ กับเรื่องนี้ ธราพงศ์ ได้เล่าว่า
      
       “ก่อนที่จะทำการบูรณะองค์พระ ก็ต้องมีการทำพิธีบวงสรวง ด้วยการนุ่งขาวห่มขาว พร้อมๆกับบอกว่าจะเข้าพื้นที่ไปทำงาน มีการขอขมาลาโทษ เพราะว่าช่างต้องปีนป่ายไปตามตัว ตามตัก ตามไหล่ขององค์พระ ซึ่งช่างส่วนมากที่มาทำต่างก็ถือว่าต่างได้บุญบารมีที่ได้มีโอกาสมารับใช้องค์พระพุทธชินราช”
      
       และด้วยความที่ในรอบร้อยปีคนทั่วไปจะได้มีโอกาสเห็นพระพุทธชินราชเป็นสีดำทั่วทั้งองค์ ก็ทำให้มีคนเดินทางไปสักการบูชาองค์พระพุทธชินราชมากขึ้น
      
       “ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นแต่องค์พระพุทธชินราชเป็นสีทองอร่าม แต่ในช่วงระยะเวลาที่ทำการบูรณะพระพุทธชินราชได้เปลี่ยนเป็นสีดำ ซึ่งก็สวยงามไปอีกแบบ และในรอบร้อยปีจะมีสักครั้ง ทำให้ช่วงนี้มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะพระพุทธชินราชมากขึ้นเป็นพิเศษทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้เห็นพระพุทธชินราชองค์ดำสักครั้งในชีวิตเป็นบุญตา” วินัย ชาญวิชัย ไวยากิจกร ฝ่ายประชาสัมพันธ์วัดพระศรีรัตมหาธาตุวรมหาวิหารกล่าว
      
       และด้วยความที่พระพุทธชินราชถูกยกย่องให้เป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในเมืองไทย ทางทีมช่างอาจถูกคาดหวัง หรือถูกหลายคนนำเอาความงามของพระพุทธชินราชที่ทำการบูรณะใหม่ไปเปรียบเทียบ กับพระพุทธชินราชก่อนการบูรณะ
      
       เรื่องนี้จารุวรรณได้บอกว่า เมื่อบูรณะออกมาแล้วองค์พระพุทธชินราชก็ยังคงออกมาเป็นสีทองเหลืองอร่ามสวยงามดังเดิม แต่จะมีบ้างก็ตรงอุปทาน เพราะหลังจากนี้อาจจะไม่มีการใช้สปอร์ตไลท์ไฟแรงสูงส่ององค์พระเหมือนเช่นแต่ก่อน ทั้งนี้ก็เนื่องจากความร้อนจะส่งผลทำให้องค์พระนั้นล่อนง่าย ซึ่งนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธชินราชหลังการบูรณะ
      
       แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เห็นกันในปัจจุบันล่าสุดก็คือองค์พระพุทธชินราชที่เป็นสีดำ หรือเป็นองค์ดำ ที่ในรอบ 100 ปี โอกาสเช่นนี้จะมีสักครั้ง สำหรับพุทธศาสนิกชนหากได้ไปเมืองสองแควก็น่าจะหาโอกาสไปสักการะพระพุทธชินราชองค์ดำสักครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าพระพุทธชินราชจะดูแปลกออกไปจากที่เราๆท่านๆ เคยเห็น แต่ว่าในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
      

      * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       พระพุทธชินราช นอกจากจะเป็นพระพุทธรูปที่ถูกยกให้สวยงามที่สุดในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลก ชาวพิษณุโลกนิยมเรียกกันว่า “หลวงพ่อใหญ่”
      
       สำหรับการบูรณะพระพุทธชินราชครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จากวันที่บวงสรวง 17 มี.ค.47 ทั้งนี้ผู้ที่สนใจร่วมบริจาคเพื่อบูรณะพระพุทธชินราชสามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารนครหลวง สาขาพิษณุโลก ชื่อบัญชี ปิดทองหลวงพ่อพุทธชินราช เลขที่บัญชี 372-2-18466-2 หรือที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี ปิดทองหลวงพ่อพุทธชินราช เลขที่บัญชี 060-1-58717-9